วันเสาร์, 13 เมษายน 2567

paul พระเอกดูน Timothée Chalamet และ Austin Butler โชว์เทพในฉากสุดท้าย จนทีมงานถึงกับร้อง

paul พระเอกดูน Timothée Chalamet และ Austin Butler โชว์เทพในฉากสุดท้าย จนทีมงานถึงกับร้อง

มันจะต้องดูอันตราย ราวกับว่า paul พระเอกดูน ได้เจอคนที่เท่าเทียมกับเขาแล้ว และมันจะต้องยาวนานกว่าภาคแรกตอนที่ Paul สู้กับ Jamis” กล่าวโดยผู้กำกับ Denis Villeneuve

นอกเหนือจากความสุดยอดของคาแรคเตอร์ที่พวกเขารับบทแล้ว Timothée Chalamet และ Austin Butler ก็นำพาฉากต่อสู้ที่ทั้งซับซ้อนและสวยงาม “พวกเขาเป็นนักแสดงที่น่าทึ่งทั้งคู่

พระเอก Dune ทั้งคู่ความสามารถทางกายภาพก็ไม่แพ้กัน

Lee Morrison ผู้ที่เป็นคนดูแลซีนต่อสู้และเป็นสตั๊นแมนตั้งข้อสังเกต “พวกเขาทั้งคู่ร่วมกันผลักดันซีนนี้อย่างต่อเนื่อง พยายามยกระดับไปอีกขั้นด้วยความเร็วที่พวกเขาใช้ในการต่อสู้กัน เราต้องบอกให้พวกเขาช้าลง เพราะเราอ่านท่าทางการต่อสู้ไม่ออกว่ามันเกิดอะไรขึ้น นั้นแหละคือความเร็วที่พวกเขาอยากไปในระดับนั้น” ( อันนี้ก็ถูกของมุมสตั๊นแหละ ว่าสู้เร็วไปก็เท่านั้น ถ้าดูไม่ออก มันก็ไม่เห็นความสวยงามของการเคลื่อนไหว )

พระเอก Dune ทั้งคู่ความสามารถทางกายภาพก็ไม่แพ้กัน

ส่วน Set ในซีนนั้น ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 22 อาทิตย์ นอกจากนั้น Greig Fraser ผู้กำกับภาพก็มีวิธีที่ซับซ้อนในการจำลองฉากพระอาทิตย์ขึ้นทางด้านหลัง ด้วยการใช้อุปกรณ์ในการฉายไฟทั้งหมดไว้ด้านหลัง ตัว Denis Villeneuve บอกว่า “เขาไม่เคยเห็นไฟอะไรเยอะแยะขนาดนี้มาก่อนในกองถ่าย” Greig Fraser สร้างท้องฟ้าจำลองขนาดใหญ่ขึ้นมา ใชุ้อปกรณ์ แผง Vortex 8 LED ทั้งหมด 800 แผง เพื่อสร้างความสว่างของพระอาทิตย์

ตัว Greig Fraser บอกว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากเทคนิคการผลิตของพวกละครเวที

ใช้ผ่าม่านสีขาวอีกทีเพื่อคลุมพวกแผงไฟทั้งหมด เพื่อให้แสงยังรอดออกมาได้ ผ้าถูกสร้างขึ้นมาพิเศษให้ไล่ระดับความทึบแสงมากขึ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อถึงเส้นขอบฟ้า ( Line of the horizon ) ตัวม่านสามารถยกขึ้นหรือลดลงได้ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของกล้องและมุมมองที่อยากได้ เพื่อให้เห็นเมืองหลวง Arrakeen ด้านหลัง